คาถาแคล้วคลาดมหาอุตม์และตะกรุด ของ “หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด”

เรื่องเล่า

วันนี้ เรื่องเล่าจะขอนำเสนอเรื่องราวสุดเข้มขลังของ ตะกรุดหลวงพ่อโม วัดห้วยกรด ว่ามีความศักดิ์สิทธ์เพียงใด ถึงขนาดโดนยิงรัวกระหน่ำหลายนัด ไม่ระคายผิว “เสืออ้วน” แคล้วคลาดปลอดภัย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันเลยค่ะ

หากกล่าวถึง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ในปีพ.ศ.๒๔๘๙ ท่านย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้หมดสิ้นจึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้น

Loading...

โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ ๑ กองพัน โดยแต่งตั้งให้ พ.ต.ต.สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๘๙ เพื่อวางแผนจับเสือฝ้าย แต่ล้มเหลวรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดบรรดาเสือที่จะแตกแถวพากันเข้ามาในจังหวัดชัยนาท

เสืออ้วน เสือชื่อดังแถบบ้านห้วยกรด เป็นที่หมายหัวของทางการในยุคปี ๒๔๘๘ เคยสร้างวีรกรรมอุกอาจถึงขึ้นยกพวกบุกปล้นปืนปลัดอำเภอสรรคบุรีมาแล้ว และรอดจากคมกระสุนของเจ้าหน้าที่ไปได้ทุกครั้ง ฟันแทงไม่เข้า ปืนยิงกระหน่ำไม่มีโดนตัว ด้วยมีของดีคาดติดเอวตลอดเวลาทั้งตื่นและหลับคือ”ตะกรุดโทน” หลวงพ่อโม วัดจันทนาราม

เมื่อ พล.ต.ต.ขุนพันธ์ ได้ถูกส่งมาเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท เพื่อปราบปรามชุมเสือเขต ชัยนาท สุพรรณ จึงตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา ร่วมกับผู้ใหญ่ฉ่างร่วมกันล่าเสืออ้วน เมื่อปะทะกันทุกครั้ง แม้เจ้าหน้าที่จะระดมยิงเท่าไหร่ ก็ไม่เคยถูกหรือระคายผิวเสืออ้วนผู้นี้เลยสักครั้ง

อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ เยน นํ วชฺชึ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ : ท่านผู้ดับไป ( คือปรินิพพาน ) แล้ว ไม่มีประมาณ,จะพึงกล่าวถึงท่านนั้นด้วยเหตุใด เหตุนั้นของท่านก็ไม่มี,เมื่อธรรมทั้งปวง( มีขันธ์เป็นต้น ) ถูกเพิกถอนแล้ว แม้คลองแห่งถ้อยคำที่จะพูดถึง( ว่าผู้นั้นเป็นอะไร )ก็เป็นอันถูกเพิกถอนเสียทั้งหมด

คาถาแคล้วคลาดมหาอุตม์ หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด

“นะอุดโมอุด พุทโธนะโมพุทธายะ อิดตาริอิดอะกะอะอุ อัดถิพิดสะตัง ยาคะยานะ นะอุดโมอัด พุทโธ นะโมพุทธายะ พุทธังคงเนื้อ ธัมมังคงหนัง สังฆังคงกระดูก กรีเพชรชะคงคง”

เป็นที่สงสัยยิ่งนักว่า เสืออ้วนมีของดีอะไรติดตัว ครั้นสอบถามจึงรู้ว่า เสืออ้วน มีตะกรุดติดกายอยู่ดอกเดียว เป็นของหลวงพ่อโม วัดห้วยกรด เจ้าหน้าที่เค้าเรียกแบบนั้น ท่านจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อโมเพื่อขอคำแนะนำจึงได้ทราบว่าต้องถอดตะกรุดเสียก่อนจึงจะจับเสืออ้วนได้

พล.ต.ต.ขุนพันธ์ จึงวางแผนปลดตะกรุดโทน เสืออ้วนเพื่อปราบให้ได้ ด้วยระยะเวลาล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้ว สุดท้ายโอกาสจึงเป็นของทางการ หรือไม่ก็เป็นด้วยชะตาถึงคาดของเสืออ้วนเอง ขณะทำการล้อมจับกุมนั้น สายคาดตะกรุดโทนที่ทำมาจากเชือกควั่นนั้น เปื่อยจนยุ่ยด้วยการใช้งานมาโดยไม่มีเวลาตรวจสอบ หล่นจากเอวเสืออ้วน ขณะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ กระสุนจึงเจาะทะลุร่างเสืออ้วนแบบนับไม่ถ้วน เมื่อสิ้นเสียงปืน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร่างเสืออ้วน ที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ไม่มีตะกรุดติดกายแต่อย่างใด ซึ่งตะกรุดนั้นตกอยู่ห่างออกไปอีกหลายวา

ตะกรุดดอกนั้น เล่าสืบต่อกันมา บ้างว่าท่าน พล.ต.ต.ขุนพันธ์ได้นำกลับไปด้วย บ้างก็บอกว่า ผู้ใหญ่ฉ่าง ขอติดตัวกลับไปหลังจากเหตุการณ์ในปีนั้น คนต่างพื้นที่ จ.ชัยนาท ต่างก็รู้จักในชื่อ หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด(วัดจันทนาราม)จ.ชัยนาท

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของ ตะกรุด หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด ที่ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

Loading...