หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก

หลวงพ่อทา แห่งวัดพะเนียงแตก นี่คือ 1 ในยอดพระเถราจารย์คู่กรุงรัตนโกสินทร์ กิตติศัพท์ของหลวงพ่อทานั้น เป็นที่เลื่องลือและรู้กันดีอย่างยิ่ง ว่าความเข้มขลังและศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นอยู่ในขั้นยอดเยี่ยมขนาดใหน

หนึ่งในพระเกจิอริยะผู้เป็นที่เคารพและศรัทธายิ่งของชาวเมืองนครปฐม ทั้งปฏิปทา และความเข้มขลัง ไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะคุณเด่นในด้าน อยู่ยงคงกระพันชาตรี เครื่องรางของขลังของท่าน

ที่แม้แต่ยอดจอมโจรก็ยังครั่นคร้าม มือปืนนักฆ่ าที่ว่าแน่ๆ ต่างต้องก้มหัวยอมสยบให้หลวงพ่อ มาแล้วนักต่อนัก

หนึ่งในยอดเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อ ที่ติดตัวท่านอยู่ตลอด หรือจะเรียกง่ายๆว่าเป็นอาวุ ธคู่กายหลวงพ่อเลยนั่นก็คือ กระเบนหางด้วน หรือกระเบนยอดด้วนนั่นเอง

มันคือหางปลากระเบนอาคม ที่อานุภาพแรงกล้า ตกได้จากกลางทะเลอ่าวไทย ขึ้นเรือรอนแรมมาหลายวันหลายคืน เพื่อจะนำมาขาย แต่เมื่อนำขึ้นท่ามหาชัย ขณะที่ชาวเรือกำลังเท ฝูงปลากระเบนจากลังเพื่อบรรจุขึ้นฝั่ง กำลังเอาไปทำอาหารแล้วนั้น

กระเบนตัวหนึ่งมันก็กระดิกตัวขึ้น กวัดแกว่งหางไปมา ทั้งๆที่ต ายไปแล้ว จนชาวบ้านตกใจกันเป็นแถว ชาวมหาชัยจึงนำกระเบนตัวนี้ไปถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงว่า กระเบนตัวนี้ฤทธิ์มันร้ายนัก จึงร่ายคาถาขออโหสิกรรม แล้วตัดเอาแต่หางมัน

ก่อนส่งคืนตัวปลากระเบนให้ชาวบ้านไปทำมาหากินต่อไป ท่านนำหางมันไปตากแห้ง แล้วเอามาลงอาคม อยู่ 7 วัน 7 คืน จึงได้เป็นแส้หางปลากระเบนยักษ์คู่กาย ติดตัวท่านนับตั้งแต่นั้น

หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ท่านเป็นพระร่วมยุคสมัยเดียวกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน แต่ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า

ดังจะเห็นได้จากพระราชพิธีพุทธาภิเษกสำคัญ ๆ ท่านจะได้รับนิมนต์ร่วมพิธีนั่งปรกปลุกเสกเสมอ เช่นพระราชพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งปวเรศและพระราชพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ ๕

หลวงพ่อทาท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากอยู่ระหว่าง พ.ศ.2400-2459 ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคต้นของจังหวัดนครปฐม และเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระนักปฏิบัติเชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐาน มีพลังจิตแก่กล้า

ประวัติของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ท่านเติบโตที่ตำบลบ่อผักกูด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี(นักเขียนบางท่านเข้าใจผิดว่าท่านเป็นชาวหนองเสือ ต.หนองดินแดง อ.เมือง จ. นครปฐม)

บรรพบุรุษท่านเป็นชาวลาว เกิดปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฏ เข้าใจว่าเกิดในปลายสมัยรัชกาลที่ 2 ( ครองราช พ.ศ.2352-2367 )ประมาณปีพ.ศ.๒๓๖๐กว่า(อายุร่วมร้อยปี) มีพี่น้อง 4 คน เป็นชายทั้งหมด หลวงพ่อทาเป็นพี่ชายคนโต ส่วนน้องชายอีก 3 ท่าน

เท่าที่จำได้ คือ หลวงพ่อคำ วัดหนองเสือ ต.หนองดินแดง อ.เมือง จ. นครปฐม ส่วนอีกสองท่านจำชื่อไม่ได้ทราบว่าท่านก็บวชเป็นพระเหมือนกัน ด้วยคุณงามความดีและความสามารถของท่าน ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

และต่อมาเมื่อปีพ.ศ.๒๔๓๒(ร.ศ.๑๐๘)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูอุตตรการบดี(เจ้าคณะรองเมืองนครไชยศรี)รักษาพระปฐมเจดีย์ทิศเหนือรูปแรก

เมื่อพลวงพ่อทาท่านม รณภาพ ปีพ.ศ 2459 ตำแหน่งพระครูอุตตรการบดีจึงตกแก่หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

หลวงพ่อทา เมื่อบวชแล้วชอบเดินธุดงค์ไปตามป่าเขา ท่านได้ร่วมเดินธุดงค์กับหลวงพ่อคำ(พระน้องชาย)มายังจังหวัดนครปฐม โดยหลวงพ่อคำได้ปักกรดลงที่วัดหนองเสือ ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง

ส่วนหลวงพ่อทาท่านได้ธุดงค์เลยมาปักกรดลงที่วัดพะเนียงแตก ซึ่งเป็นวัดร้างเหมือนกัน(ประมาณ พ.ศ.๒๓๙๐) วัดพะเนียงแตกตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ห่างจากตัวเมืองนครปฐมไปประมาณ 5-6 กิโลเมตร

สภาพบริเวณวัดเป็นทุ่งนา ป่าละเมาะอยู่ทั่วไป มีเรื่องเล่าว่า วัดพะเนียงแตกเดิมทีมิใช่ชื่อวัดพะเนียงแตก แต่ชื่อวัดปทุมคงคาราม สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพะเนียงแตกเพราะหลวงพ่อทาเมื่อมาอยู่ที่วัดพะเนียงแตก

ท่านชอบเล่นพุไฟพะเนียงมักจะเล่นในเวลาที่มีงานเทศกาล งานประจำปีของวัด มีอยู่ปีหนึ่งท่านเอามือไปปิดปากพุเป็นเหตุให้พุไม่สามารถออกจากปากพุได้เมื่อร้อนมากเข้าก็เลยระเบิดและถูกท่าน แต่ท่านก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด (โปรดใช้พิจารณาในการอ่าน)

หลวงพ่อทา ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ท่านเป็นพระนักปฎิบัติ เชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐาน มีพลังทางจิตแก่กล้า ด้วยสาเหตุที่กล่าวมานี้เองทำให้วัดพะเนียงแตกสมัยนั้นเป็นวัดใหญ่โตเป็นปึกแผ่นหนาแน่น มีพระบวชเก่า บวชใหม่

และพระจรมาจำวัดปีหนึ่งๆไม่น้องกว่า 70-80 รูปเสมอ กุฎิ โบสถ์ ศาลาการเปรียญ ก็สร้างไว้ใหญ่โตกว้างขวางในสมัยนั้น และในบรรดาศิษย์ที่มาขอเรียนวิชากับหลวงพ่อก็มีหลายท่าน อาทิเช่น หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด และหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม

โดยเฉพาะหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เมื่อได้อุปสมบทโดยมีหลวงพ่อทาเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ติดตามหลวงพ่อทาไปอยู่ที่วัดพะเนียงแตก เพื่อรับใช้ปรนนิบัติหลวงพ่อทา ความมุ่งหวังก็เพื่อจะขอร่ำเรียนธรร มปฎิบัติกับท่าน และข้อสำคัญที่สุดก็คืออยากจะเรียนคาถาอาคมจากท่านด้วย เพราะเป็นที่นิยมเลี่อมใสกันมากในขณะนั้น

ในหลวงรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านทรงโปรดปรานพระเถระผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน จะเห็นได้จากการเสด็จไปเยี่ยมพระคณาจารย์ต่างๆ หรือไม่ก็มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า หลวงพ่อทาท่านก็เป็นเกจิอาจารย์รูปหนึ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ให้ความนับถือ

ดังนั้นพิธิพุทธาภิเษกพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่5 ได้จัดพิธีพุทธาภิเษกในพระบรมมหาราชวัง(วัดพระแก้ว) หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกท่านก็ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีพุทธาภิเษก

นอกจากพระพุทธเจ้าหลวงจะให้ความนับถือหลวงพ่อทาแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ก็ให้ความนับถือเหมือนกัน จะเห็นได้จากการที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานพระเครื่องเหรียญหล่อรุ่นแรกของหลวงพ่อทาให้แก่ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ โดยเฉพาะคณะเสือป่า

หลวงพ่อทาวัดพะเนียงแตกท่านมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระย าปวเรศฯขณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ ปีพ.ศ.๒๔๐๓ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๔ แต่งตั้งให้เป็นสถาปนิกออกแบบองค์พระปฐมเจดีย์(วัดพระปฐมเจดีย์อยู่ห่างจากวัดพะเนียงแตก ประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร)

ดังนั้นในพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งปวเรศ หลวงพ่อทาท่านก็ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีพุทธาภิเษกด้วย และเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระย าปวเรศฯสิ้นพระชนย์หลวงพ่อทาก็ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีการพระศพ ดังนั้นการสร้างพระเครื่องของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จึงได้รับอิทธิพลจากวัดบวรนิเวศวิหาร พระเครื่องของท่านจึงเป็นในรูปแบบเทหล่อโบราณ

หลวงพ่อเต๋ แห่งวัดสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เล่าขานถึงหลวงพ่อทาให้เหล่าลูกศิษย์ได้ฟังกัน ความว่า

“พระอุปัชฌาย์ทา ท่านเป็นพระเถระสำคัญมีตำแหน่ง อุตรการบดี ท่านมีวิชาความอัศจรรย์มาก อาคมนี่เหลือหลาย หูท่านเป็นทิพย์ คือ การสัมผัสได้รวดเร็ว แม้จะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนท่านได้ยินเสียงสัตว์ป่า นกหนู แม้จะอยู่ไกลมันร้องสุดที่มนุษย์ธรร มดาๆ อย่างเราจะได้ยินเสียงนั้น

แต่หลวงพ่อทาท่านได้ยิน อย่างช้างป่านอนเจ็บปว ดอยู่นั้น ท่านเคยเอาย าไปรักษ ามันในป่าลึก ท่านได้ยินเสียงร้องครวญคราง พอไปถึงก็เห็นช้างป่าบา ดเจ็ บ นอนเจ็บระบม ท่านเก่งทางย าสมุนไพร ท่านรักษ าหายจนเป็นปกติ