สำเนียงคน “กรุงเทพฯ” (บางกอก) เคยถูกเหยียดว่า “บ้านนอก” สมัยนี้เหยียดสำเนียงอื่นแทน

สำเนียงภาษ าเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ซึ่งสามารถบ่งบอกที่มาที่ไปของแต่ละบุคคลได้ แต่ต้องยอมรับว่าบางครั้ง สำเนียง ของภาษ าถิ่นมักถูก “คนจากศูนย์กลาง” ล้อเลียนหรือบางครั้งอาจถึงกับแฝงนัยยะเหยียดสำเนียงถิ่น

อย่างเช่นกรณีของสำเนียงหลวง ยุคกรุงศรีอยุธย าเคยเป็นราชธานีก่อนที่ย้ายพระนครมาที่ธนบุรีก็เคยเป็น “สำเนียงหลวง” มาก่อน และมองสำเนียง “บางกอก” ว่า “บ้านนอก”

ยุคกรุงศรีอยุธย าเป็นราชธานี เคยรับรู้กันว่าย่ านบางกอกอยู่ห่างไกล ลักษณะทางประชากรของคนบางกอกสมัยนั้น สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายไว้ในหนังสือ “กรุงเทพฯ มาจากไหน” ว่า คนบางกอกมีหลายชาติพันธุ์ อาทิ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, มาเลย์-จาม จนถึงลาว-ไทย

ด้วยความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ แน่นอนว่าสำเนียงในภาษ าที่ใช้สื่อสารกันของแต่ละกลุ่มนั้นย่อมหลากหลายด้วย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าการสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์นั้นใช้สำเนียงภาษ าอะไรสื่อสารระหว่างกัน

จากความคิดเห็นของสุจิตต์ วงษ์เทศ มองว่า สำเนียงภาษ ากลางที่ใช้สื่อสารทั่วไประหว่างคนกลุ่มใหญ่เป็นภาษ าไทยในตระกูลลาว-ไทย

สำหรับกรณีของ “บางกอก” อันเป็นชุมชนเก่าที่ขยับขย ายจากชุมชนเดิมซึ่งเคยอยู่แถบย่ านจอดเรือพักแรมมาก่อนและตั้งเรียงรายตามปากคลองสายเล็กบริเวณที่มีลำน้ำเชื่อมต่อไปออกแม่น้ำท่าจีนที่จังหวัดสมุทรสาคร

มาอยู่ที่ปลายคลองลัดหลังจากการขุดคลองลัดเพื่อขจัดอุปสรรคการเดินทางในแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธย า แล้วมีชื่อภายหลังว่า “บางกอก”

สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นชื่อเก่าก่อนขุดคลองลัดที่มีคลองสาขาเล็กๆ เรียกว่า “คลองมะกอก” เนื่องจากมีต้นมะกอก(น้ำ)ขึ้นอยู่มาก นานเข้าก็เสียงกร่อนเหลือ “บางกอก”

หลังจากขุดคลองลัดแล้ว เมื่อประกอบกับกระแสน้ำไหลลัดอย่ างหลากและแรงทุกปี เวลาผ่านไปก็ขย ายกว้างออกตามธรร มชาติกลายเป็นเส้นทางคมนาคมใหม่ระหว่างอ่าวไทยกับกรุงศรีอยุธย าที่สะดวก

บริเวณบางกอกจึงกลายเป็นจุดที่มีความสำคัญ เป็นจุดพักเรือของนานาประเทศ ผู้คนตั้งหลักแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าจนกลายเป็นชุมชนเมือง ตั้งแต่นั้นก็เรียกกันต่อมาว่า “เมืองบางกอก”

บางกอกถูกยกฐานะเป็นเมืองในสมัยรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091-2111) มีชื่อในทำเนียบหัวเมือง โดยเรียกกันหลากหลาย แต่มาเรียกตรงกันในยุคหลังว่า “ธนบุรี” และมีสร้อยต่อท้ายว่า “ธนบุรีศรีมหาสมุทร” สืบเนื่องมาจากอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทย

กลับมาที่เรื่องสำเนียงภาษ าอีกครั้ง สมัยยุคกรุงศรีอยุธย า สำเนียงภาษาของคนบางกอกเป็นสำเนียงถิ่นย่อยๆ ของสำเนียงหลวงที่อยู่ในราชธานีกรุงศรีอยุธย า สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายรายละเอียดของสำเนียงหลวง ยุคกรุงศรีอยุธย าว่ามีร่องรอยอยู่กับเจรจาโขน ซึ่งคนทั่วไปในปัจจุบันเรียกกันว่า “เหน่อ” คล้ายสำเนียงสุพรรณบุรีกับหลวงพระบาง

สำเนียงบางกอกของคนสมัยนั้นก็ถูกคนในพระนครศรีอยุธย าที่ใช้สำเนียงหลวง (ซึ่งคนปัจจุบันมองว่า “เหน่อ”) เรียกว่า “บ้านนอก” และ “เยื้อง” เนื่องจากสำเนียงบางกอกไม่ตรงกับสำเนียงหลวงในสมัยนั้น

หลังจากกรุงแตก พ.ศ. 2310 ราชธานีย้ ายจากพระนครศรีอยุธย าลงมาอยู่ที่ย่ านบางกอกที่เมืองธนบุรี สำเนียงบางกอกก็ถูกยกเป็นสำเนียงหลวงสืบเนื่องถึงกรุงเทพฯ ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนสำเนียงหลวงแบบดั้งเดิมก็ถูกเหยียดว่า “เหน่อ” แทน

BY.RUNREAL

อ้างอิง:
สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2548