ดงพญ าเย็น ดงพญ าไฟ เทือกเขาในตำนาน

ย้อนหลังไปในอดีต มากกว่า 120 ปีมาแล้ว ป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ไพศา ลคั่นกลางระหว่างที่ราบลุ่มภาคกลางกับที่ราบสูงภาคอีสาน นั่นคือ เทือกเขาพนมดงรัก

มีเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับดงพญ าไฟ ดงพญ าเย็นนี้ว่า

ในสมัยหนึ่ง ขุนบรมราชาได้สร้างเมืองขวางทะบุรีขึ้น และได้ประกาศห้ามการฆ่ าสัตว์ตัดชีวิตในวันพระ จึงทำให้ประชาชนอยู่กันมาด้วยความร่มเย็นเป็นสุข

ต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองขวางทะบุรีองค์หนึ่งไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรร มมักไป รุกรานผู้อื่น และฆ่ าสัตว์ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำเป็นนิจ เมื่อพระย าแถน(เทวดา) ได้ทราบก็ส่งงูร้ ายมาทำอันตร ายผู้คนในเมือง จนทุกคนรวมทั้งเจ้าผู้ครองเมืองก็เจ็บป่ วยล้มต ายกันหมด

เหลือแต่ราชธิดาของเจ้าผู้ครองโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมานพหนุ่มชื่อคัทธกุมาร ได้ท่องเที่ยวไปกับทหารคู่ใจ 2 คน ชื่อ นายชายไม้ร้อยกอ และนายชายเกวียนร้อยเล่ม ทั้งสามมาถึงเมืองขวางทะบุรี ก็เห็นเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คน

และพบกลองใบใหญ่ก็ลองตี จึงรู้ว่ามีคนอยู่ภายใน คัทธกุมารใช้พระขรรค์ผ่าดูแล้วนำราชธิดากองศรีออกมาสอบถามเรื่องราว นางก็เล่าให้ฟัง และบอกว่า ถ้าผู้ใดจุดไฟไหม้ให้มีแสงสว่างและมีควันขึ้นไปบนท้องฟ้าเมื่อใดก็จะมีงู ร้ายฝูงใหญ่มาทำอันตร าย

คัทธกุมารและทหารทั้งสองจึงเก็บฟืนมากอง แล้วจุดไฟเผาเป็นควันขึ้นไปบนท้องฟ้าพระย าแถนทราบว่ายังมีคนอยุ่ในเมืองขวาง ทะบุรีจึงปล่อยฝูงงูมาทำร้ ายคัทธกุมารและทหารคู่ใจก็สังห ารงูต ายหมดสิ้น

แล้วคัทธกุมากก็ชุบชีวิตพระย าขวางทะบุรีพร้อมมเหสีและไพร่บ้านพลเมืองให้ ฟื้นคืนชีวิตโดยทั่วกัน ส่วนกระดูกของเหล่างูร้ายก็บันดาลให้เป็นสายน้ำพัดพาออกไปนอกเมือง ไปรวมเป้นกองใหญ่เกิดเป็นภูเขาเรียกว่า ภูหอ หรือ ภูโฮง กองไฟใหญ่ที่จุดเผ่าล่อให้งูมานั้น ภายหลังเป็นป่าชัฎ เรียกว่า ดงพญ าไฟ เมืองขวางทะบุรีนั้นก็มีนามเรียกว่า เมืองนคร

ดงพญ าเย็น ดงพญ าไฟ ตำนาน (1)

ดงพญ าเย็น หรือในอดีตเรียกกันว่า ดงพญ าไฟ เป็นชื่อภูเขาที่มีป่าดงใหญ่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิดชุกชุมมาก ตลอดจนภูติผีปีศาจ และอาถรรพณ์ลึกลับ มากมาย ผืนป่าแห่งนี้ผู้คนจึงขนามนามว่า ดงพญ าไฟ

ป่าดงใหญ่ที่ผู้ใดเข้าไปในป่าผืนนี้แล้วน้อยคนนักที่จะได้กลับออกมา จนเป็นที่ร่ำลือเล่าขานกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ไ ข้ป่า (ไ ข้มาลาเรีย)

ความน่ากลัวเหล่านี้เป็นที่ครั่นคร้ามหวาดกลัวของผู้คนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งจำเป็นต้องพักแรมถึง 2 คืนจึงจะผ่านพ้นดงพญ าเย็นไปได้

ในแต่ละคืนจะต้องมีการจัดเปลี่ยนเวรย ามสลับกันตลอดทั้งคืน ระหว่างที่เฝ้าย ามก็จะต้องดูกองไฟ คอยเติมฟืนอยู่ไม่ขาด ให้ไฟลุกโชนอยู่เสมอ แต่ถ้าเมื่อใดหลับย ามกองไฟดับมอด เสือโคร่งและสัตว์ป่าหิวกระหายก็จะออกมาลากเอาไปกินที่ลำห้วย

เทือกเขาดงพญ าเย็น ลักษณะจากรูปถ่ายทางอากศจากดาวเทียม มีลักษณะเหมือนรูปตัวยู ที่หันด้านฐานมาทางเมืองลพบุรี-สระบุรี เป็นเทือกเขากั้นภาคกลางและจังหวัดนครราชสีมา

ประตูสู่ภาคอีสาน จะอ้อมไปทางเหนือก็เจอเทือกเขาเพชรบูรณ์ อ้อมลงมาทางใต้ก็เจอเทือกเขาสันกำแพง ดังนั้นช่วงเวลาก่อนที่จะสร้างทางรถไฟสายอีสานผ่านนครราชสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2446 นั้น การติดต่อของผู้คนระหว่างภาคกลางที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปภาคอีสานนั้น ต้องผ่านดงพญ าไฟสถานเดียว

การเดินทางจากเมืองสระบุรีกับมณฑลนครราชสีมาจะต้องผ่านดงพญ าไฟแห่งนี้ และจะใช้เกวียนก็ไม่ได้ ต้องอาศัยการเดินเท้าอย่างเดียว ต้องเดินตามสันเขาบ้าง ไหล่เขาบ้าง ลำธารบ้าง คนเดินตามปกตินั้นตั้งแต่ตำบลแก่งคอย จังหวดสระบุรี ต้องค้างคืนในป่านี้ถึง 2 คืน จึงจะผ่านดงนี้ไปได้

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระย าดำรงราชานุภาพท่านเขียนเล่าไว้ในนิทานโบราณค ดี เมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดร (ในปัจจุบันคือจังหวัดอุดรธานี) และมณฑลอีสาน

ได้เดินทางออกจากรุงเทพ ฯ วันที่ 15 ธันวาคม 2449 กลับถึงกรุงเทพ ฯ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 ใช้เวลาเดินทาง 3 เดือน 4 วัน (ในสมัยนั้นวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่) พระองค์ท่านพระนิพนธ์เล่าถึงดงพญ าไฟ “เที่ยวตามทางรถไฟ” ไว้ ตอนหนึ่งว่า

“…เขาดงพญ าไฟนี้ คือเทือกเขาอันเป็นเขื่อนของแผ่นดินสูง เขาเขื่อนที่กล่าวถึงนี้เป็นเขาหินปูน ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นเป็นดงทึบตลอดทั้งเทือกเขา มีทางข้ามได้เพียงช่องทางเล็ก ๆ ทางเดินผ่านดงพญ าไฟนี้เป็นช่องทางเล็ก ๆ

สำหรับเดินข้ามไปมาระหว่างสระบุรีกับมณฑลนครราชสีมา มาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยปากดงพญ าไฟอยู่บริเวณเชิงเขา อำเภอแก่งคอย ผ่านกลางดงไปออกจากดงที่ตำบลปากช่อง

เส้นทางนี้ผ่านไปได้เพียงแต่เดินเท้า จะใช้โคและเกวียนหาได้ไม่ ด้วยทางเดินต้องเลียบขึ้นไปตามไหล่เขาบ้าง เดินไต่ไปตามสันเขาบ้าง เลี้ยวลดไปตามทางเดินที่เดินได้สะดวก

คนเดินโดยปกติตั้งแต่ตำบลแก่งคอย ต้องค้างคืนในดงพญ าไฟ 2 คืนจึงจะพ้นดงที่ตำบลปากช่อง แล้วก็ใช้โคและล้อเกวียนเดินทางต่อไปถึงเมืองนครราชสีมาได้

เมื่อก่อนที่จะสร้างทางรถไฟ เป็นที่ถ่ายสินค้าจากเกวียนบรรทุกโคในขาลงเขา และถ่ายสินค้าจากโคต่างบรรทุกเกวียนในขาขึ้นไปเมืองนครราชสีมา แต่ที่ตรงนี้ยังไม่พ้นดง ต่อตำบลปากช่องไปยังมีดงอีกดงหนึ่งเรียกว่า ดงพุ่มเม่น ต้องผ่านไปอีกระยะหนึ่งเป็นทาง 12 กิโลเมตร จึงจะถึงสถานีจันทึก จึงจะพ้นเขตเขาเขื่อนที่ข้ามไป..”

ดงพญ าเย็น ดงพญ าไฟ ตำนาน (3)

และจากบันทึกของพันตรี อีริค ไซเดนฟาเดน (Major Erik Seidenfaden) นักชาติพันธุ์วิทย า ชาวเดนมาร์ก ผู้เขียนหนังสือ Guide to Bangkok, with notes on Siam และ The Thai People เล่าถึงป่าดงพญ าไฟ บริเวณที่เป็นฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์กในปัจจุบันไว้ตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อผ่านสถานีรถไฟมวกเหล็ก ซึ่งเอาชื่อมาจากชื่อภูเขาในแถบนี้ลูกหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนหมวก เลยเรียกกันว่าหมวกเหล็ก (จนเพี้ยนมาเป็น มวกเหล็ก ในปัจจุบัน) หากท่านจงใจสังเกต ท่านจะเห็นหลุมศพของนายช่างชาวเดนมาร์ก ซึ่งเป็นไ ข้ป่าตา ยระหว่างคุมสร้างเส้นทางช่วงนี้ เขาคือ มร.เค.แอล.ราเบ็ค (K.L. Rebeck)

…การสร้างทางรถไฟในสมัยนั้น ผู้คนล้มต ายด้วยไ ข้ป่าเป็นภูเขาเลากา แถบนี้มีเทือกเขาปกคลุมไปด้วยต้นไม่นานาชนิดชนเป็นป่าทึบหรือป่าสูงที่เรียกกันว่า ป่าพระเพลิง (ดงพญ าไฟ) เป็นป่าที่เลื่องลือด้วยไ ข้ป่ามาแต่โบราณแล้ว..”

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ชาติยุโรปกำลังแข่งขันกันล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ สย าม ต่างเป็นประเทศราชยุโรปไปหมดสิ้นแล้ว ทรงมีพระราชปรารภว่า สย ามควรมีราชธานีสำรองไว้สักแห่งหนึ่ง

ทรงเลือกเมืองนครราชสีมาเป็นราชธานีสำรอง ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พระราชอนุชา (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ) เสด็จขึ้นไปสำรวจลู่ทางหาความเป็นไปได้

เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร กราบทูลให้สมเด็จพระเชษฐาทรงทราบว่า ดงพญ าไฟเป็นป่าดงที่เย็น ไม่ควรเรียกดงพญ าไฟให้ผู้คนหวาดกลัว จึงกราบทูลให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ดงพญ าเย็น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนก็เรียกดงนี้เป็นดงพญ าเย็นมาจนกระทั่งปัจจุบัน

อันตร ายจากสัตว์ร้ายและไ ข้ป่าของดงพญา ไฟนั้น ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำเท่านั้น ป่าดงดิบบนเทือกเขาดงพญ าไฟ เหลือเพียงเขาหัวโล้นไปทั้งเทือก