หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งผ้าเช็ดเท้าท่านพระอาจารย์มั่น

พระเดชพระคุณหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านเป็นผู้มีนิสัยบากบั่น อุตสาหะ พย าย ามอย่างยิ่งยวดเพื่อหาทางพ้นทุกข์ บารมีธรร มคําสั่งสอนเป็นที่ซาบซึ้งถึงใจและหยั่งรากฝังลึกลงในหัวใจของมหาชน ท่านได้อบรมสั่งสอนบรรดาสานุศิษย์ ด้วยเมตตาธรร มดุจดังพ่อแม่อบรมสั่งสอนลูก

นับได้ว่าท่านเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่านพระอาจารย์มั่นที่ สําคัญยิ่งรูปหนึ่ง หลังจากท่านละสังขารไม่นาน อัฐิได้กลายเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ได้รับคําชมและยกย่องจากหลวงตามหาบัวว่า

“เป็นพระที่ซื่อสัตย์ต่อครูอาจารย์ เอาใจใส่ในอาจริยวัตรเสมอ แม้ถูกดุด่าก็อดทนต่อคําสั่งสอน ไม่เหนื่อยหน่ายต่อโอวาทธรร มที่ครูอาจารย์พร่ําสอน และ เป็นดั่งผ้าเช็ดเท้าของท่านพระอาจารย์มั่น”

ท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายอุปัฏฐากแด่ท่าน พระอาจารย์มั่นอย่ างใกล้ชิด มีภาระปฏิบัติหลายหน้าที่ อาทิ การสรงน้ํา การซักย้อมสบงจีวร การตามไฟถวายเมื่อองค์ท่าน จงกรมในย ามค่ําคืน การดูแลไฟให้ความอบอุ่นในย ามหนาวเย็น การชําระอุจจาระปัสสาวะเมื่อองค์ท่านอาพ าธ

ท่านจึงเป็นผู้หนึ่งที่ ได้สังเกตศึกษ าปฏิปทาและจริย าวัตรของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดเวลา ๔ ปีสุดท้ายแห่งชนม์ชีพของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

ท่านเกิดวันจันทร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๔ ตรงกับ วันขึ้น ๓ ค่ํา ปีกุน ณ บ้านกุดสระ ตําบลกุดสระ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของนายคูณ และนางแพง เสวตร์วงศ์

อายุได้ ๑๘ ปี บวชเณร ณ วัดบัวบาน บ้านกุดสระ ตําบลกุดสระ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระอาจารย์หนู ติสสเถโร เป็นพระปัพพชาจารย์

อุปสมบทครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ โดยมี พระอาจารย์หนู ติสสเถโร เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชได้ไม่นานก็ได้ลาสิกขา ภายหลังท่านได้แต่งงาน ๒ ครั้ง มีบุตร ๑ คนกับ ภรรย าคนแรก และมีบุตร ๓ คน กับภรรย าคนต่อมา

อายุได้ ๓๒ ปี ได้กลับคืนสู่เพศพรหมจรรย์อีกครั้งใน เดือนเมษ ายน พ.ศ. ๒๔๘๖ ณ วัดบ้านยาง โดยมีพระครคูณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เสาร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

บวชอยู่ได้ ๓ พรรษ า โยมมารดาก็ถึงแก่กรรม ภายหลังฌาปนกิจศพมารดาก็ได้กราบลาอุปัชฌาย์จารย์ ไปศึกษ าธรร มกับ พระธรร มเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๘ จึงได้ญัตติเป็นพระฝ่ายธรร มยุต

ณ วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระธรร มเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูธรร มธร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เดือนเมษ ายน พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน พระอาจารย์มั่น และตั้งสัจวาจาว่า

“ขอมอบกายถวายชีวิตต่อ ท่านพระอาจารย์มั่น ผูกขาดทุกลมปราณ ตลอดทั้งคณะสงฆ์ใน ที่นี้ทุกๆ องค์ด้วย”

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้กล่าวสอนสั้นๆว่า

“กรรมฐานสี่สิบห้องเป็นน้องอานาปานสติ อานาปานสติเป็นยอดมงกุฎของกรรมฐานทั้งหลาย”

ต่อจากนั้นหลวงตามหาบัว ซึ่งเป็นพระเถระที่ดูแลหมู่คณะในสมัยนั้นได้กล่าวเตือนว่า

“เอาให้ดีนะ เมื่อคุณได้มอบกายถวาย ตัวกับองค์ท่านแบบแจบจมอย่างนี้แล้ว ต้องเช่นหนักนะ”

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ จําพรรษ าที่วัดโคกกลอย ตําบลนากลาง อําเภอโคกกลอย จังหวัดพังงา กับหลวงปู่เทสก์ เทสรงสี

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๔-๙๕ จําพรรษ าที่วัดป่าตะโหนด อําเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๖-๒๔๙๙ จําพรรษ าที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร กับหลวงตามหาบัว ญ าณสัมปันโน

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท่านได้อยู่จําพรรษ าที่วัดภูจ้อก้อ ต่อเนื่องมาจนถึงกาลเป็นที่สุดแห่งชนม์ชีพของท่าน

วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หลวงตามหาบัว ญ าณสัมปันโน ได้มาเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่หล้า ซึ่งคณะแพทย์ก็ได้กราบเรียนว่าไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นอีกได้ หลวงตามหาบัวได้ เมตตาให้คําแนะนําว่า เมื่อการรักษ าไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้วก็ควรหยุดการรักษ า ปล่อยให้ท่านอยู่กับธรร มชาติของท่าน ซึ่งหลวงปู่หล้าก็ได้ละสังขารไปเมื่อเวลา ๑๓.๕๙ น. ในวันนั้นเอง

วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ทําการถวายเพลิงศ พ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต โดยมี หลวงตามหาบัว ญ าณสัมปันโน เป็นประธาน พระเถรานุเถระและศิษย านุศิษย์ ทั้งบรรพชิต และ คฤหัสถ์จากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาร่วมในงานนี้อย่างเนืองแน่น สิริอายุ ๘๔ ปี ๑๑ เดือน พรรษ า ๕๒