วัดประจำปีมะแม(แพะ) วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร หรือ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ อ.เมืองเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 สมัยพระเจ้ากือนา ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนา ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้บนยอดเขาดอยสุเทพ เพื่อประดิษฐาน ‘พระบรมธาตุ’ ที่พระสุมนเถระอัญเชิญมาจากเมืองปางจา จ.สุโขทัย พระบรมธาตุได้สร้างปาฏิหาริย์แยกเป็น 2 องค์ องค์หนึ่งประดิษฐาน ณ วัดบุปผาราม

อีกองค์หนึ่งพระเจ้ากือนาได้อาราธนาสถิตเหนือช้างมงคลเพื่อเสี่ ยงทายที่ประดิษฐาน ช้างมงคลเดินขึ้นมาถึงยอดดอยสุเทพ แล้วร้อง 3 ครั้ง ทำทักษิณาวรรต 3 รอบ จากนั้นล้มลงสิ้นใจ พระองค์จึงทรงให้ขุดหลุมประดิษฐานพระบรมธาตุและก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ต่อมาในสมัยพระเจ้าเกษเกล้าทรงบูรณะและก่อเป็นพระเจดีย์สูงใหญ่สีทองดังเช่นทุกวันนี้

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร  พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ในอุทย านแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย วัดมีความสูงจากระดับที่ราบเชียงใหม่ราว 689 เมตร และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,046 เมตร เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระธรร มเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ)

ประวัติ


พ.ศ. 1912 พญ ากือนาได้นิมนต์พระสุมนเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองเชียงใหม่ พระสุมนเถระได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบ ณ เมืองปางจา (บางขลัง) มาด้วย แต่พญ ากือนาให้พำนักที่วัดพระยืนก่อน เมื่อสร้างวัดสวนดอก เสร็จใน พ.ศ. 1914 จึงนิมนต์พระสุมนเถระมาจำพรรษาที่วัดสวนดอก พระบรมสารีริกธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์แยกเป็น 2 องค์ จึงเชิญพระบรมสารีริกธาตุหนึ่งองค์บรรจุในพระเจดีย์วัดสวนดอก

ส่วนพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์ พญ ากือนากับพระสุมนเถระได้เชิญขึ้นประดิษฐานในสัปคับบนหลังช้างมงคล อธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน ช้างออกจากประตูหัวเวียงแล้วเดินขึ้นดอยสุเทพ ช้างหยุดอยู่ที่แห่งหนึ่ง เพื่อหนุนหยุดพัก พญ ากือนากับพระสุมนเถระอาราธนาไปต่อ

ดอยลูกนั้นได้ชื่อว่าดอยหมากขนุน (ดอยหมากหนุน) ช้างมงคลเดินต่อจนไปถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ราบเพียงงาม พญ ากือนากับพระสุมนเถระคิดจะประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่นั่น แต่ช้างมงคลยังเดินต่อไป ที่นั้นได้ชื่อว่าสนามยอดดอยงาม

ภายหลังเพี้ยนเป็นสามยอด (คือวัดสามยอดร้าง) พอช้างมงคลไต่ราวดอยเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องแส่นสะเทือน 3 ครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วคุกเข่าอยู่เหนือยอดดอย พญ ากือนาจึงให้เชิญพระบรมสารีริกธาตุลงจากหลังช้าง ช้างมงคลก็ล้มไป

จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดดินลึก 3 ศอก เอาแท่นหินใหญ่ 7 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น แต่บางตำนานว่าพญ ากือนาเอาพระบรมสารีริกธาตุบูชาก่อน แล้วบรรจุใน พ.ศ. 1927

เชื่อกันว่าหาก มาสักการะและอธิษฐานขอพรพระธาตุดอยสุเทพฯ จะมีแต่ความสำเร็จสมหวังดังปรารถนา แคล้วคลาด ผ่านอุปสรรคนานาไปได้ ในการสักการะพระธาตุนั้น ควรเตรียมข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนแล้วเดินเวียนขวา 3 รอบ

พร้อมกล่าวคำนมัสการพระธาตุ โดยตั้งจิตอธิษฐานขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา และควรไหว้พระธาตุให้ครบทั้ง 4 ทิศ ซึ่งให้อานิสงส์ที่ต่างกัน

คือ ทิศเหนือขอให้มีปัญญ าดุจพระจันทร์เพ็ญ, ทิศใต้ ขอให้ได้เป็นพระภิกษุสงฆ์ได้บวชในบวรพุทธศาสนา, ทิศตะวันออกขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ และทิศตะวันตกเป็นการเคารพบูชาสูงสุดต่อพระธาตุ

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนะโม 3 จบ)

สุวัณณะ เจติยัง เกสา
วะระมัตถะลุงคัง วะรัญญะธาตุง
สุเทวะนามะทัง

นะระเทเวหิ
สัพพะปูชิตัง
อะหัง วันทามิ สัพพะ