เปิดตำนานฟุตบอล ร.๖ทรงตั้งทีมชาติไทย

ไทยเราได้เล่นฟุตบอลกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางข้าราชการการและบุตรหลานไปศึกษ าในยุโรปกันมาก โดยเฉพาะอังกฤษ และนำฟุตบอลเข้ามา

ตอนนั้นก็มีเสียงวิจารณ์กันมากว่าเป็นเกมกีฬาที่ไม่เหมาะกับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน น่าจะเป็นกีฬาของพวกเมืองหนาวมากกว่า ทั้งยังเป็นกีฬาที่อันตร ายอย่ างมากด้วย แต่เสียงวิจารณ์เหล่านี้ก็ไม่อาจหยุดความ “มัน” ของฟุตบอลได้

บุคคลผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่นำฟุตบอลมาเผยแ พร่ในไทยก็คือ เจ้าพระย าธรร มศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธย า) นักเรียนอังกฤษ ผู้กลับมารับราชการในกระทรวงธรร มการ หรือกระทรวงศึกษ าธิการในปัจจุบัน จนได้ขึ้นเป็นเสนาบดีของกระทรวงนี้ และเป็นเจ้าของนามปากกา “ครูเทพ” ผู้แต่งเพลง “กราวกีฬา”

เจ้าพระย าธรร มศักดิ์มนตรีได้จัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลตามกติกาสากลขึ้นครั้งแรกที่สนามหลวง ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๓ ระหว่าง “ทีมกรมศึกษ าธิการ” ของกระทรวงธรร มการ กับ “ทีมบางกอก” ทีมรวมชาวต่างชาติในไทย ผลปรากฏว่าเสมอกัน ๒ : ๒

ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ครูเทพได้จัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียน กำหนดอายุไม่เกิน ๒๐ ปี โดยใช้พิ้นที่สนามหลวงเป็นสนามแข่งขัน โรงเรียนที่ชนะเลิศจะได้โล่ที่จารึก “การแข่งขันฟุตบอลชิงโล่ของกระทรวงธรร มการ”

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเอยู่หัว ซึ่งทรงศึกษ าอยู่ที่อังกฤษถึง ๘ ปีได้โปรดฯให้ตั้งทีมชาติไทยทีมแรกขึ้น เรียกกันว่า “คณะฟุตบอลสำหรับชาติสย าม” และได้พระราชทานตราพระมหามงกุฏให้แก่นักฟุตบอลทีมชาติ เพื่อให้ใช้ในการลงสนามครั้งแรกแข่งขันกับทีมสปอร์ตคลับในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๕๘

“พระมหาพิชัยมงกุฎ” ก็คือเครื่องราชอิสริย าภรณ์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทีมชาติสย ามในครั้งนั้นจึงใส่เสื้อสีแดงคาดขาว มีตราพระมหามงกุฎติดอยู่ที่อกเสื้อด้านซ้าย ซึ่งนักฟุตบอลทีมชาติที่มีเครื่องหมายจากพระมหากษัตริย์ติดเสื้อลงสนามนั้นมีเพียง ๒ ชาติเท่านั้นในโล ก คือทีมชาติสย ามและทีมชาติอังกฤษ

ปัจจุบันตราพระมหาพิชัยมงกุฎได้หายไปจากอกเสื้อนักเตะทีมชาติไทยนานแล้ว นัยว่าเก็บเทิดทูนไว้ในฐานะเป็นของสูง ใช้ในโอกาสสำคัญยิ่งเท่านั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น ทีมชาติสย ามที่ลงสนามแข่งขันกับทีมต่างชาติได้รับชัยชนะทุกครั้งตั้งแต่ครั้งแรก

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๓ นั้น ทีมชาติสย ามก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมการแข่งขันด้วย และเราก็ฟิตซ้อมเตรียมพร้อมที่จะไป แต่การแข่งขันครั้งนั้นจัดขึ้นที่ประเทศอุรุกรัยในอเมริกาใต้ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเป็นแรมเดือนและมีค่ าใช้จ่ ายสูง

ซึ่งในย ามนั้นเศรษฐกิจของไทยกำลังมีปัญหา ถึงขั้นต้องลดจำนวนข้าราชการลงเพราะไม่มีเงินจ่ ายเงินเดือน จึงจำต้องปฏิเสธคำเชิญของฟีฟ่าไป ทุกวันนี้มีทีมชาติฟุตบอลมากมาย ฟีฟ่าจึงต้องใช้วิธีแข่งขันคัดเลือกเข้าแข่งฟุตบอลโล ก ทีมชาติไทยยังอยู่ในขั้นพย าย าม หวังได้เลยว่าเราจะประสบความสำเร็จในเร็วนี้