ประวัติ นางเงือกทอง แหลมสมิหลา จุดเริ่มต้นจากนิย ายปรัมปราในวัยเด็ก

รูปปั้น นางเงือกทอง สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองชาวสงขลา

รูปปั้นนางเงือกทอง มีจุดเริ่มต้นจาก “นายชาญ กาญจนาคพันธุ์” ปลัดจังหวัดสงขลา ซึ่งดำรงตำแหน่งนาย กเทศมนตรีเมืองสงขลาด้วยในเวลานั้น เขาต้องการให้สร้างสัญลักษณ์ทางวัตถุของเมืองสงขลาให้ผู้คนได้รู้จัก นอกเหนือจากสัญลักษณ์ทางธรร มชาติ”เกาะหนู เกาะแมว” ที่มีอยู่ก่อนแล้ว

จึงนึกถึงในตอนวัยเด็กที่ปลัดชาญ มักจะได้ยินคุณพ่อ “ขุนวิจิตรมาตรา หรือ สง่า กาญจนาคพันธ์ (นักคิด นักค้นคว้า และนักเขียนสำคัญคนหนึ่งของ ยุครัตนโกสินทร์) ได้เคยเล่านิย ายปรัมปราเกี่ยวกับนางเงือกไว้ว่า

“ในวันดีคืนดีนางเงือกจะมานั่งหวีผม บนชายหาดด้วยหวีทองคำ วันหนึ่งบังเอิญว่ามีชายชาวประมงเดินผ่านมา ทำให้นางเงือกตกใจ รีบหนีลงทะเลไปโดยลืมหวีทองคำไว้ ฝ่ายชาวประมงเห็นดังนั้นก็เก็บหวีทองคำไว้และเฝ้าคอยนางเงือกที่หาดนั้นเสมอ แต่นางเงือกก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย”

ท่านปลัดชาญจึงได้เกิดไอเดียจากเรื่องเล่าในวัยเด็ก มาสร้างรูปปั้นนางเงือกในท่าที่กำลังหวีผม เพื่อตั้งให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองสงขลา

โดยได้ใช้งบประมาณของเทศบ าล 60,000 บาทในการสร้าง และได้ศิลปินนักปั้นชั้นครูเมืองหนึ่งของเมืองไทยในสมัยนั้น “อาจารย์จิตร บัวบุศย์” ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่าง (ผู้ที่มีผลงาน การปั้นพานรัฐธรร มนูญ บนอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ.2483) มาเป็นผู้ออกแบบ หล่อ และปั้นรูปนางเงือกทองนี้ขึ้นมา

รูปปั้นนางเงือกทองได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2509 จากอดีตถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 50 ปี ที่ได้ตั้งอยู่บนหาดสมิหลา เป็นภาพที่คนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวได้เห็นกันตลอดมา

ภาพทิวทัศน์ริมทะเลที่งดงาม มีเกาะหนู เกาะแมว เป็นฉากหลัง ถือเป็นแลนมาร์คสำคัญที่ใครมาเยือนชายหาดแห่งนี้ต้องมาถ่ายเก็บภาพความประทับใจ

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

เงือก เป็นอมนุษย์ชนิดหนึ่งตามความเชื่อนิย ายปรัมปราเกี่ยวกับน้ำ โดยเป็นจินตนาการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ โดยมากจะเล่ากันว่าเงือกนั้นเป็นสัตว์ครึ่งมนุษย์ มีส่วนครึ่งท่อนบนเป็นคน ส่วนครึ่งท่อนล่างเป็นปลา

ในหลายประเทศทั่วโล ก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานเงือกมากมาย โดยเชื่อว่า แท้จริงแล้วสัตว์ที่มนุษย์เห็นเป็นเงือก คือ พะยูน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลขนาดใหญ่ ที่เมื่อให้นมลูกแล้วจะลอยตัวกลางน้ำเหมือนผู้หญิงให้นมลูก