ตำหนักไทร ปราสาทร้างกับตำนานอสรพิษ

“ปราสาทตำหนักไทร” หรือ “ปราสาทขุนหาญ” เป็นปราสาทก่ออิฐขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในเขตอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ สามารถเดินทางตามถนนเส้นทางจากอำเภอขุนหาญไปยังน้ำตกสำโรงเกียรติ (น้ำตกปีศาจ) ประมาณ 20 กิโลเมตร ปราสาทตั้งอยู่ทางซ้ายมือครับ

ปราสาทตำหนักไทร เป็นปราสาท “สรุก” หรือปราสาทประจำชุมชน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำ”ห้วยตะแบง” ด้านหน้าปราสาทเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก พื้นที่โดยรอบ ๆ มีร่องรอยการปรับสภาพหน้าดินจนเป็นที่ราบ เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของชุมชนที่ตั้งอยู่รายล้อมศาสนาสถานในยุคหนึ่ง

ปราสาทตำหนักไทร สร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่มีความนิยมสร้างปราสาทแบบ “หลังเดี่ยว” ตามคติความเชื่อในลัทธิไศวะ นิกายปาศุปัต ที่บูชาพระศิวะเป็นฐานะเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู นิกายนี้นิยมสร้างรูปเคารพเป็นรูป “ศิวลึงค์” หรือการสร้างปรางค์เดี่ยว แทนความหมายเดียวกันกับศิวลึงค์ คือ “พลังอำนาจแห่งองค์พระศิวะ” นั่นเอง

ปราสาทตำหนักไทร เป็นปราสาทอิฐหลังเดี่ยวบนฐานหินทราย ก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง – ย าวประมาณ 4 เมตร มีประตูด้านหน้าทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ด้านที่เหลืออีก 3 ด้านทำเป็นเป็น“ประตูหลอก” คือสลักเป็นรูป หน้าบัน บานประตูลงในผนังอิฐ

บริเวณด้านหน้าปราสาท (เดิม) มีรูปสลักราชสีห์สองตัว มีหินทรายสลักเป็นกรอบประตู เสาประดับกรอบประตู บัวกลุ่มยอดปราสาท และทับหลังเป็นรูป “นารายณ์บรรทมสินธุ์ “

ทับหลังและเสากรอบประตู ถูกจารกรรมออกจากปราสาทตำหนักไทรในช่วงทศวรรษที่ 2520 ส่วนรูปสลักหินทรายบัวกลุ่มยอดปราสาท และสิงห์เฝ้าปากประตูยังคงอยู่ครับ

ไม่แน่ใจในข้อมูลว่า ทับหลังได้กลับคืนมาหรือยัง เพราะในหลายเวปไซค์ (ที่ลอกต่อ ๆ กันมา) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน “ทับหลัง” ของปราสาท ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ตรงนี้ผมไม่แน่ใจจริง ๆ ครับ

มีเรื่องเล่าของชาว(ลาว)ขุนหาญ ที่อธิบายเรื่องราวของปราสาทร้าง ที่ตั้งอยู่ก่อนหน้าที่กลุ่มคนลาวจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองขุนหาญ ไว้อย่ างน่าสนใจ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า

“…..ครั้งหนึ่งในสมัยโบราณ พระราชาแห่งขุนหาญ มีพระราชประสงค์ที่จะเสวยเนื้อสัตว์ทุก ๆวัน จึงให้มีการเกณฑ์เหล่า “นายพราน” มารับราชการ เพื่อทำหน้าที่ล่าสัตว์มาถวาย โดยให้นายพรานเหล่านั้น ผลัดเปลี่ยนเวรกันออกล่าสัตว์คนละ 7 วัน

ถึงเวรของนายพรานคนหนึ่งจากบ้านซอกเปรียน (บ้านพราน) ออกล่าสัตว์มาจนเกือบครบกำหนดเวลา แต่ก็ยังล่าสัตว์ไม่ได้ ซึ่งหากนายพรานไม่สามารถหาเนื้อสัตว์กลับมาถวายพระราชา ก็จะถูกประห ารชีวิต นายพรานบ้านซอกเปรียน กลุ้มใจเป็นอย่ างมาก
วันสุดท้าย นายพรานได้มาพบกับงูใหญ่ จึงตัดสินใจที่จะนำเนื้อของงูใหญ่กลับไปถวายพระราชา แต่เมื่อเขายิ งหน้าไม้ใส่งู งูใหญ่ไม่ต าย และหันกลับมาทำร้ายนายพราน นายพรานวิ่งหนีมายัง “หนองสิ” งูใหญ่ไล่ตามมาทัน จึงกัดนายพรานต าย

แต่ดวงของนายพรานยังไม่ถึงฆาต พวกแมลงกินเลือด เหลือบ ริ้น ยุง ได้พากันมารุมกัดดูดเลือดนายพราน ทำให้พิษงูไหลออกมาจนหมด นายพรานจึงฟื้นขึ้นมา แล้วเดินตามรอยเลื้อยของงูใหญ่ไปถึง “ถ้ำพระพุทธ” เชิงเขาพนมดองเร็ก และสามารถฆ่ างูใหญ่ที่กำลังนอนหมดแรงลงได้

นายพรานนำเนื้องูและได้ตัดเขี้ยวพิษของงูใหญ่ ถวายแก่พระราชาจนเป็นที่พอพระทัย แต่ไม่นานนัก เมืองขุนหาญก็เกิดภัยพิบัติ ฝนแล้ง ข้าวปลาอาหารฝืดเคือง ความอดอย ากกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้ า โหรหลวงทำนายเหตุว่า เหตุร้ายของบ้านเมืองเกิดมาจากเขี้ยวงูใหญ่ เพราะเป็นเขี้ยวของราชาแห่งอสรพิษ จึงควรสร้าง“ปราสาท” เก็บรักษ าเขี้ยวพญ างู ให้เป็นที่ยกย่องและสมเกียรติ

พระราชาจึงโปรดให้สร้างปราสาทตำหนักไทรขึ้น และให้เก็บเขี้ยวพญ างูไว้ภายใน บ้านเมืองขุนหาญจึงกลับมาสงบสุขแต่นั้นมา……”

การเดินทางท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่าง ๆ บางครั้ง หากเราสนใจเฉพาะเรื่องราวความเป็นจริง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณค ดี สนใจแต่วิชาการและการอธิบายแบบลำดับเวลาจากหลักฐานและรูปแบบความคิดทางวิทย าศาสตร์ บางทีเราก็อาจจะขาดซึ่งความสมบูรณ์ในเนื้อหา ขาดบางสิ่งบางอย่ างของความเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ในอดีตไป

หากเราอยากจะเติมเต็มชีวิต และเพิ่มรสชาติของการท่องเที่ยวให้สมบูรณ์แล้ว เราก็ไม่ควรละเลยต่อ“คติชนวิทย า นิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า ตำนานท้องถิ่น และนิทานร่วมสมัย” สิ่งเหล่านี้ถึงจะหา “ความเป็นจริงและความถูกต้อง” แน่นอนไม่ได้ แต่ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เองมิใช่หรือที่บ่งบอกให้เราได้รับและเรียนรู้ ความหลากหลายของผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละวัฒนธรร มที่ปรากฏเป็นเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย

ผ่านมุขปาฐะให้เราเข้าใจได้อย่ างง่าย ๆ ช่วยให้เราได้มีจินตนาการ ความฝันและความสุขไปกับเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนเหล่านั้น จากสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น

ในปัจจุบัน ทับหลังและเสาประดับกรอบประตูของปราสาทตำหนักไทร ก็ยังคงสาบสูญ (หรือเอาไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ ? ) ตัวปราสาทก็ยังเป็นรูช่องพังทลายไร้การประดับรูปหินทับหลังจำลอง เติมเต็มให้ปราสาทกลับมาสวยงาม มีคุณค่า ให้คุ้มกับการเดินทางไกลไปเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวจากต่างแดน