อาฆาตแรง ชอบด่าว่า สาปแช่งคนอื่น จะได้รับผลกรรมอะไร

วันนี้ เรื่องเล่ามีเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่ชอบด่าว่า สาปแช่งคนอื่นมาฝากกัน ใครที่มีเพื่อนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือขี้อิจฉาไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดีต้องพูดจาไม่ดีขัดดวงขัดลาภคนอื่น สุดท้ายแล้วถ้ามันไม่ใช่ความจริงและเราไม่รับก็จะเข้าตัวเขาเอง ไปติดตามกันเลยว่าคนประเถทนี้จะได้รับผลกรรมอย่างไร

ครั้งหนึ่ง พระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้านอบน้อม ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ทูลถามว่า “คำด่าว่า และคำสาปแช่ง ของบุคคลอื่นนั้น จะส่งผลกับชีวิตของเราได้ หรือไม่ และคนที่ชอบด่าว่า หรือสาปแช่งบุคคลอื่นนั้น เขาจะได้รับผลของกรรมอย่างไรบ้าง” พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาแสดงธรรม ไว้ดังนี้ การกระทำใดที่ไม่ดี การกระทำนั้น ย่อมไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำที่จะทำให้บุคคลอื่นนั้น เป็นทุกข์ เดือดร้อน เป็นกังวลใจ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และคำด่า คำสาปแช่ง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา ต้องการที่จะได้ฟัง ได้ยิน ข้องเกี่ยว หรือข้องแวะ ใครที่มักจะทำตน ให้อยู่ในสิ่งไม่ดีเหล่านี้ คือ พูดไม่ดี คิดไม่ดี และชอบสาปแช่งผู้อื่นนั้น บุคคลผู้นั้น เขาก็คิดผิด และทำผิด ด้วยการกระทำของเขาอยู่แล้ว ชีวิตของเขา ก็จะถูกผูกมัด ด้วยคำสาปแช่ง คำด่า ผูกมัด ด้วยกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้นอยู่แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่บุคคล ผู้ที่โดนสาปแช่ง โดนด่า โดนว่า คนๆ นั้น จะมีผลต่อเขา มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับ สภาวจิตใจของเขาด้วย ว่าเขา มีสภาวจิตใจ ที่รู้จักในการวางเฉย หรือไม่สนใจสิ่งอื่น ก็จะทำให้เขานั้น ไม่ค่อยเป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตใจ ของบุคคลผู้นั้นอ่อนแอ ไม่สามารถที่จะเผชิญ กับปัญหาต่างๆ ได้ เขาก็จะเป็นทุกข์อย่างมาก

คำสาปแช่งนั้น จะมีผลกับเขา มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลผู้นั้น ได้กระทำผิดจริง หรือไม่ และการกระทำผิดของเขานั้น เขามีเจตนามากน้อยแค่ไหน หรือว่า เขาไม่ได้เจตนาให้เป็นเช่นนั้น ความผิดพลาดของเขา เกิดจากอะไร ผลของกรรม ผลของคำด่า คำสาปแช่งนั้น ก็จะอยู่ก่อเกิด แก่บุคคลผู้นั้น ตามเหตุและผล ที่บุคคลผู้นั้น ได้กระทำเอาไว้ ตามเหตุ ตามปัจจัย หนักหรือเบา เป็นไปตามเหตุของมัน แต่จะมีผลกับเรา ผู้ที่โดนด่า โดนแช่ง มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ สภาวจิตใจของเรา และเหตุผลต่างๆ คือ ความตั้งใจทำ กับไม่ตั้งใจทำ ความจำเป็น หรือไม่ได้ทำอะไรเลย จึงจะมีผลไปตามระดับนั้น แต่ถ้าเกิดว่า เราไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีการตั้งใจ ที่จะทำอะไร ให้ล่วงเกินต่อบุคคลผู้อื่น คำด่า คำสาปแช่งเหล่านั้น ก็จะไม่มีผลอะไรต่อเราเลย แต่จะกลับไปหาบุคคล ผู้ที่ทำทั้งหมด และคนผู้นั้น เขาก็จะได้รับผลกรรม ในการกระทำของเขาเอง

ผลจากการ ที่เราเป็นคนเร่าร้อน เป็นคนที่มีความโกรธมาก อาฆาตแรง จนถึงขนาดสาปแช่งผู้อื่นนั้น กรรมเหล่านี้ ย่อมส่งผล มาทำให้ชีวิตของเรา ไม่มีความสุข หากว่าเราชอบด่า ชอบสาปแช่งผู้อื่น การกระทำไม่ดีอันนั้น ย่อมจะตีกลับมาหาเราเป็นแน่ ทางที่ดี เราจึงไม่ควรทำ ในสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้ คำสาปแช่งของเรา อาจจะดูว่าทำไปแล้วสะใจ อาจจะดูว่า ด่าไปแล้ว แช่งไปแล้ว ทำให้เรา ได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งไปแล้ว และก็รู้สึกพอใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากบุคคลผู้อื่น เขาไม่ได้ผิดอะไร คำสาป คำด่า คำแช่งเหล่านั้น ก็จะกลับมาอยู่ที่เราทั้งหมด ถ้าหากว่าเขาผิดครึ่งหนึ่ง และเราเอง ก็ผิดอีกครึ่งหนึ่ง แต่เราใช้อารมณ์ความโกรธ ความอาฆาตจองเวร ในการสาปแช่งผู้อื่นนั้น เราก็จะได้รับผลของมัน มาครึ่งหนึ่ง ของคำสาปแช่ง และยังมีกรรม จากการกระทำของเรา ด้วยคำพูด ยังจะส่งผล กลับมาให้เราได้รับมันอีก และถึงแม้ว่าผู้อื่น เขาจะทำผิดจริงๆ เราก็ไม่ควร ที่จะไปสาปแช่งผู้อื่น เพราะในความเป็นจริงแล้ว กรรมใดใครก่อ กรรมนั้น ก็จะเป็นของบุคคลผู้นั้น และเขาเอง ก็จะต้องชดใช้มันในสักวันหนึ่ง จึงไม่จำเป็นเลย ที่เราจะต้องเอาตัวของเรา ไปผูกกรรมเพิ่มอีก ด้วยการด่า ด้วยการสาปแช่งผู้อื่น เราควรมีสติ และระลึกรู้ ถึงกฎแห่งกรรมเสมอ เพราะในความเป็นจริง เราทุกคน จะอยู่ใต้อำนาจ ของการกระทำของตนเอง ไม่ว่าเราจะทำดี หรือจะทำชั่ว

บุคคลผู้อื่น เขาจะทำชั่ว หรือทำดี ชีวิตของเขา ก็จะอยู่ใต้กรรม ที่เขาได้ทำเอาไว้ เขาไม่มีทาง ที่จะหนีมันพ้นไปได้ แม้เขาจะทำผิด ทำไม่ดีก็ตาม เขาก็จะได้รับผลที่เขาทำเอง เราไม่ต้องไปด่าไปว่าเขา เราไม่ด่า เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว เพราะชีวิตของคนเรา ยังมีทุกข์อยู่ทุกวัน ยิ่งคนที่มักจะปล่อยตนเอง ให้ทำผิด ทำพลาดอยู่บ่อย ชีวิตของเขา ก็จะเจอกับความทุกข์เอง เราไม่ต้องไปด่า ไปแช่ง ไปว่าเขา เพราะการกระทำของเขา ก็ทำให้เขาทุกข์อยู่แล้ว อย่าเอาตนเอง ไปแบกรับกรรมร่วมกับเขา ด้วยคำด่า ด้วยคำสาปแช่ง จากปากเรา อย่าเอาตนไปแบกกรรม ครึ่งหนึ่งของเขามา และทำให้ตนเองเป็นทุกข์มากขึ้น เพราะเขา จะต้องได้รับกรรมที่เขาทำเอง เมื่อถึงเวลา ส่วนตัวของเรา ควรพิจารณา และตรึกตรองดูตนเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้เรามีความโกรธมากหรือไม่ ถ้าใคร ทำอะไรผิดพลาดที่ไหน และรู้สึกว่า ผิดพลาดกับเรา เรายังรู้สึกโกรธ จนต้องว่าเขาหรือไม่ และจำเป็นต้องไปสาปแช่งเขาหรือไม่ เราลองตรวจดูสภาวจิตของเราเอง ว่า เราแค่โกรธเฉยๆ ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่า หรือ เราด่าว่าเฉยๆ ไม่ได้แช่ง หรือ เราชอบแช่งคนนั้น คนนี้ด้วย ถ้าเกิดว่าเรา ยังเป็นคน ที่ชอบแช่ง คนนั้นคนนี้ แปลว่า จิตของเรานั้น ผิดปกติอย่างรุนแรง เพราะมีแรง แห่งการอาฆาต จองเวรอยู่ในนั้นด้วย ไม่ใช่แค่เราโกรธธรรมดา เพราะฉะนั้น จงละ ลด ความโกรธนั้นเสีย ทำให้ความโกรธนั้นเบาบางลง ถ้าเกิดว่าเรา ยังด่าทอ ว่าผู้อื่น ในขณะที่รู้สึกว่า ไม่ถูกใจตน ความโกรธของเรา ก็ยังรุนแรงอยู่ ให้พยายามขัดเกลา พยายามเช็คดูตนเอง ให้ละเอียด แล้วเรา จะได้เป็นคนดี จะได้เป็นคนที่ ไม่ต้องไปปนเปื้อน แบกรับ การกระทำของใครอีก

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเรา จะเป็นคนโดนสาปแช่ง หรือจะเป็นคนแช่งก็ตาม ล้วนแล้ว แต่โดนโทษ โดนกรรมทั้งสิ้น ทางที่ดีนั้น เราอย่าไปทำอะไร ให้คนอื่นเดือดร้อน ถึงขนาดต้องโดนสาปแช่ง เราอย่าไปปล่อยจิตใจ ให้โกรธเคือง อาฆาตแค้นรุนแรง ถึงขนาดต้องสาปแช่งผู้อื่น เพราะสิ่งทั้งหลาย ที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่งามทั้งสิ้น จงดูตัวของเราเองว่า ควรปรับปรุง ควรปรับเปลี่ยน แก้ไขอย่างไร แล้วจงไตร่ตรองดู พฤติกรรมของตนเองให้ดี ว่าไปทำอะไร ให้ใครเขาต้องเดือดร้อน ถึงขนาดต้องสาปแช่ง หรือไม่ การที่เรา ไม่ระมัดระวังตนเอง ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทำให้ผู้อื่นนั้น เป็นทุกข์ใจ กระวนกระวาย กรรมอันนั้น ก็จะทำให้ผู้อื่น เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน มันก็จะส่งผล มาทำให้เราเป็นทุกข์อีก ฉะนั้น จงรู้จักกฎแห่งกรรมอย่างละเอียด ว่าใครทำสิ่งใด จะได้สิ่งนั้น จงปล่อยวางกับสิ่งที่ผู้อื่นทำ จงดูแลตนเอง ให้มีขอบเขต ในการกระทำ เพื่อตัวเรานั้น จะได้ไม่เป็นทุกข์อีก ไม่ว่าเรา จะอยู่ในกลุ่มคนไหน ในรูปแบบใดก็ตาม เราก็จะพบ กับความพ้นทุกข์ และพบกับ ความสุขที่แท้จริง

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อคิดเตือนใจสำหรับใครที่เจอคนที่อาฆาตแรง ชอบด่าว่า สาปแช่งคนอื่น หรือตัวเองเคยกระทำกับคนอื่นไว้ ในอนาคตต่อไปก็ขอให้เลิกซะ หยุดสร้างกรรม และหมั่นทำความดี รักษาศีลอยู่เสมอรับรองว่าชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล