ผู้ใดที่มาสักการะจะหมดทุกข์โศก ไม่เจ็บไม่จน ลอยเคราะห์ร้ายทั้งปวงให้ออกไปจากชีวิต

วันนี้ เรื่องเล่า ขอแนะนำสถานที่สุดศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง ที่เหมาะสำหรับใครที่กำลังดวงตก เจอแต่เคราะห์ร้ายทำอะไรก็ไม่สำเร็จสมหวัง ต้องลองไปสักการะที่วัดลอยเคราะห์ดู จะเห็นได้ว่าแค่ชื่อก็ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตแล้ว ไปติดตามประวัติความเป็นมาและความศักดิ์สิทธิ์กันเลย ว่าเป็นมาอย่างไรบ้าง

ถนนลอยเคราะห์ คนเชียงใหม่รู้ดี ว่าถนนเส้นนี้เป็นย่านท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ยามมืดค่ำถนนเส้นนี้ก็เชื่อมต่อกับย่านไนท์บาซ่า ที่นักท่องเที่ยวมักออกเดินชมสินค้ากันเต็มถนน ถ้าเปรียบเทียบแล้วถนนลอยเคราะห์ ก็คงเหมือนถนนข้าวสารที่กรุงเทพ ที่จะมีแต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปเที่ยวกันอย่างมากมาย ถนนลอยเคราะห์ เส้นนี้คือที่ตั้ง ของวัดลอยเคราะห์ ที่ท็อปเชียงใหม่จะพามาชมความเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานหลายร้อยปี เดิมทีวัดแห่งนี้ชื่อ วัดลอยข้อ หรือ วัดร้อยข้อ สร้างขึ้นในสมัยพระยากือนา ผ่านกาลเวลาสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน วัดลอยเคราะห์จึงถือเป็นความแปลกทางวัฒนธรรม เพราะเปรียบเสมือนวัดที่อยู่ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม วัดลอยเคราะห์ก็เป็นวัดที่ผู้คนมาทำบุญสะเดาะเคราะห์กันมาก มักอยู่ในกิจกรรมทำบุญ 9 วัดเสมอ เพราะชื่อวัดอันเป็นศิริมงคลไม่ต่างจากวัดชัยมงคงนั่นเอง

จากประวัติวัดกล่าวว่า เดิมชื่อวัดลอยข้อ (วัดร้อยข้อ) สร้างขึ้นในสมัยพระยากือนา (พ.ศ. 1910-1931 ) แต่ร้างไปนานจนกระทั่งเมื่อชาวบ้านฮ่อมมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่ จึงได้สร้างวัดขึ้นใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน เรียกว่าวัดลอยเคราะห์ จากการเป็นวัดที่มีชุมชนตั้งอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดทำให้วัดได้รับการบูรณะจากชุมชนเสมอมา วัดลอยเคราะห์ได้รับการบูรณะใหม่ เมื่อเร็วๆนี้เอง (พ.ศ. 2550-2551) เจ้าอาวาสกล่าวว่า ในการบูรณะครั้งนี้ยังคงรักษารูปแบบเดิมที่สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2408 ไว้ เช่น การใช้หน้าบันของโบสถ์หลังเก่า เป็นหน้าบันประดับด้วยลวดลายก้านขดที่มีความละเอียดงดงามมาก ประตูโบสถ์เป็นลวดลายรดน้ำรูปเทพพนม และตัวปั้นลมหรือนาคสะดุ้งด้านหลัง ที่ทำลวดลายด้วยการติดกระจกสีต่างๆ

เนื่องจากปัจจุบันย่านลอยเคราะห์เป็นย่านที่อยู่ใกล้กับย่านไนท์บาร์ซาร์ ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ทำให้เจ้าของอาคารบ้านพักที่อยู่ในพื้นที่นี้ปรับที่พักของตนเองเป็นโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร และร้านกาแฟ สำหรับบริการนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นอกจากการปรับตัวของชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังพบว่ามีกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาลงทุนในพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน กลุ่มภายนอกมีทั้งคนที่อยู่ในเชียงใหม่ แต่อยู่นอกพื้นที่ลอยเคราะห์ และกลุ่มทุนนอกเชียงใหม่ เช่น โรงแรมสุริวงศ์ ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนลอยเคราะห์ในย่านไนท์บาร์ซาร์ เป็นตัวอย่างของกลุ่มทุนในเชียงใหม่ โรงแรมนี้สร้างขึ้นโดยเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2505 เมื่อแรกตั้งเป็นโรงแรมที่ทันสมัยมากแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ แต่เมื่อมีโรงแรมใหม่ๆ ตั้งขึ้น โรงแรมแห่งนี้ก็ซบเซาลง เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ได้ทำกิจการโรงแรมใหม่อีกคือ โรงแรมดวงตะวัน ใกล้ๆ กับโรงแรมสุริวงศ์ แต่ก็ได้ขายกิจการไปในที่สุด ตัวอย่างของกลุ่มทุนนอกเชียงใหม่ที่สำคัญ คือ โรงแรม เลอ เมอริเดียน ของกลุ่มเบียร์ช้าง เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมที่เคยเป็นไนท์บาร์ซาร์หันหน้าเข้าโรงแรมสุริวงศ์

ปัจจุบันนี้หากเดินเข้าไปในย่านลอยเคราะห์ ภาพที่เห็นจนชินตาคือ อาคารร้านค้าและการบริการที่ทันสมัย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเรียงรายหนาแน่นอยู่ริม 2 ฝั่งถนน อย่างไรก็ตามแม้ริมถนนจะเป็นย่านที่ทันสมัย แต่หากเดินเข้าไปในวัดลอยเคราะห์ เรายังเห็นภาพที่แตกต่างกับริมถนนอย่างชัดเจน คือ ความคงอยู่ของวัฒนธรรมล้านนาที่ดำเนินการโดยหน่วยอบรมประชาชนตำบลช้างคลาน หน่วยนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 นอกจากสอนพุทธศาสนาแล้ว ยังมีการสอนตัวอักษรล้านนา และดนตรีพื้นเมืองอีกด้วย นักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชน มีผู้ใหญ่บ้างแต่ไม่มากนัก การเรียนการสอนดังกล่าวเป็นเหมือนการบอกกล่าวให้กลุ่มเยาวชนทราบว่า ล้านนาเป็นแหล่งรวมของวัฒนธรรมที่ดีงามอันเป็นมรดกตกทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็นสิ่งที่เยาวชนควรหวงแหนและสืบทอดต่อไป

วัดลอยเคราะห์ ตั้งอยู่ที่ถนนลอยเคราะห์เชียงใหม่ พระวิหารของวัดภายในประดิษฐาน “พระพุทธศุภโชคศรีลอยเคราะห์มิ่งมงคล” ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวบ้าน และประชาชนทั่วไป มีความเชื่อกันว่าหากผู้ใดมาสักการะจะหมดทุกข์โศกทั้งปวง เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ได้ก้าวย่างเข้าไปกันเลย นอกจากนี้การไหว้ขอพรจากองค์พ่อหมอชีวกโกมารทัศ ยังเชื่อว่าเป็นการขอพรให้ ไม่เจ็บไม่จนอีกด้วย

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัดที่ต้องไปขอพรเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต หากใครเลื่อมใสศรัทธาก็ไปสักการะบูชากันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพระเป็นเพียงแค่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล