“ผู้จ้องตำห นิคนอื่น เป็นผู้มีบาป” สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

วันนี้ เรื่องเล่า ขอแนะนำข้อคิดเตือนสติดีๆ จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เกี่ยวกับผู้ว่าเขาเป็นผู้มีบาปมาฝากกัน การตำห นิติเตีย นผู้อื่น หรือ การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโท ษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ถึงเขาจะผิดจริงมันก็เป็นเรื่องของเขาเอง เขาก็รับโท ษของเขาเองไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเราไปตำห นิติเตีย นเขาจะเป็นการเพิ่มสิ่งก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่ นมัวให้ฟุ้ งซ่า นไปด้วย กลายเป็นว่าเราเดื อดร้อนวุ่ นวายใจที่คิดตำห นิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุข ไปติดตามข้อคิดเตือนสติดีๆ กันเลย

” บาปอ กุศลทั้งปวงเกิดจาก กาย วาจา ใจ ของแต่ละคน ของตนเองโดยเฉพาะ “บาปอ กุศลของตนไม่ได้เกิดแต่ กาย วาจา ใจ ของผู้อื่น” เรียกตามภาษาที่พูดกันว่า “ของใครของมัน” ของใครผู้ใดต้องใครผู้นั้นทำ เป็นของต ายตัวเช่นนี้ “ไม่มีใครจะทำใครให้มีบาปอ กุศลได้” ถ้าตัวเองของผู้นั้นมิได้ทำ

ผู้ที่คิดว่า “คนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี แล้วตำห นิติเตีย นไปต่าง ๆ นานา ตามความคิดความเชื่อของตน นั่นเป็นหนึ่งของการทำบาปอ กุศล” แต่ไม่ใช่ของผู้ถู กตำห นิติเตี ยน แต่เป็นของผู้ตำห นิติเตี ยน “คือผู้ว่าเขาเป็นผู้มีบาป” ผู้ถู กว่าไม่เป็นผู้มีบาป คือไม่มีบาปไปตามปากว่าของผู้ใดอื่น จะเป็นผู้มีบาปก็ต้องเป็นผู้ได้ทำบาปด้วยตนเองหัวใจ

พระพุทธศาสนาข้อต้น “การไม่ทำบาปอ กุศลทั้งปวง” มีความสำคัญสำหรับทุกคน ทุกคนจึงต้องเข้าใจให้ดี ทุกคนจึงควรต้องเข้าใจให้ถู ก “การทุ่มเทความคิดจิตใจไปมองดูผู้อื่น อย่างเจตตาไม่ดี คือการกำลังนำตนไปทำบาปอ กุศล” ดังนั้นจึงควรมีสติ “พยายามยั บยั้ งความคิดที่จะมองใครอื่นอย่างยึ ดมั่นเชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะความคิดนั้นจะสามารถหยุดบาปอ กุศลมิให้เข้าไปสู่ชีวิตตนได้” .. ”

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อคิดเตือนใจดีๆ ว่าอย่าไปคิดจ้องจับผิด หรือจ้องจะตำห นิติเตีย นคนอื่น แต่ควรพึงสำรว จความผิ ดของตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่จะไม่เกิดคำว่า ว่าแต่เขา อิเห นาเป็นเอง และเพื่อป้ องกันบาปและโท ษทั้งหลายจะมาสู่ตนเอง งดความเห็นที่เป็นบาปภั ยแก่ตนเสีย เพราะการตำห นิคนอื่นเป็นการไปรับบาปกรรมของผู้อื่นมาเป็นของตน

“แสงส่องใจ” มาฆบูชา ๒๕๕๐
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร