เปิด ตำนาน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี

ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 เมืองลพบุรี นับเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรร มมาจากอาณาจักรเขมร ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 เรียกว่า “สมัยลพบุรี”


เมื่อครั้นอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้รับการสถาปนาขึ้นมาในปี พ.ศ.1893 เมืองลพบุรีถูกลดฐานะลงเป็นเพียงเมืองลูกหล วง จนในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสและอิตาลีร่วมกันออกแบบสร้างพระราชวังเมืองลพบุรี กำแพงเมือง และป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้นในปี พ.ศ.2209

เพื่อใช้เป็นที่ประทับว่าราชการงานเมือง ต้อนรับแขกเมือง พักผ่อน และล่าสัตว์ เสมือนเป็นราชธานีแห่งที่สอง รองจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จ สวรร คต เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 เมืองลพบุรีจึงถูกทิ้งร้างลง

และได้รับการบูรณะอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดให้สร้างหมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และหมู่ตึกพระประเทียบขึ้นในปี พ.ศ.2399 พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์”

ต่อมา ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้พระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นศาลากลางจังหวัดลพบุรี ภายหลังได้จัดตั้งเป็นลพบุรีพิพิธภัณฑ์สถาน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2467 และประกาศเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ในปี พ.ศ.2504


พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ที่ถนนสรศักดิ์ ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นพระราชวังโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีความสำคัญ และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรร ม แสดงถึงความรุ่งเรืองสูงสุดสมัยหนึ่งของเมืองลพบุรี

ลักษณะผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นที่กว้าง 41 ไร่เศษ ด้านหน้าหันเข้าหาตัวเมือง ด้านหลังติดแม่น้ำลพบุรี มีกำแพงก่ออิฐถือปูน และใบเสมาล้อมรอบ มีป้อม ปื น 7 ป้อม ประตูสูงใหญ่ รูปโค้งแหลม 11 ประตู มีการเจาะช่องรูปโค้งแหลมเล็กสำหรับวางตะเกียงให้ความสว่างไสวแก่พระราชวังในยามค่ำคืน อันเป็นรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรร ม โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช


ภายในพระราชวัง แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 เขต คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างดังนี้

เขตพระราชฐานชั้นนอก มีสิ่งก่อสร้าง 5 หลัง ได้แก่

1. อ่างเก็บน้ำ หรือถังเก็บน้ำประปา เป็นที่กักเก็บน้ำใช้ภายในพระราชวัง ก่อด้วยอิฐฉาบปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังอิฐมีความหนาเป็นพิเศษ เก็บน้ำที่ไหลจากอ่างซับเหล็กตามท่อดินเผา มายังพระราชวัง เป็นฝีมือการก่อสร้างของวิศวกรชาวฝรั่งเศสและบาทหลวงชาวอิตาลี


2. สิบสองท้องพระคลัง สันนิษฐานว่า เป็นพระคลังเก็บสินค้าหรือสิ่งของ เพื่อใช้ในราชการ และที่จะพระราชทานให้แก่ผู้ทำความดีความชอบ เช่น เสื้อผ้า ผ้าแพรพรรณ ด า บ ไม้ฝาง งาช้าง ดีบุก พริกไทย ฯลฯลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป ประตู หน้าต่าง และช่องระบายลมใต้หลังคาเป็นรูปโค้งแหลม


3. ตึกเลี้ยงรับรองแขกเมือง เป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตต่างประเทศ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดพระราชทานเลี้ยงแก่คณะราชทูตเชอร์วาเลีย เดอ โชมองต์ จากประเทศฝรั่งเศสในปีพ.ศ. 2228ลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป มีคูน้ำล้อมรอบอาคาร ประตู หน้าต่าง และช่องระบายลมใต้หลังคาเป็นรูปโค้งแหลม

4. ตึกพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่า เป็นหอพระประจำพระราชวัง ชื่อพระเจ้าเหา คงหมายถึง พระพุทธรูปเก่าแก่สำคัญที่ประดิษฐานอยู่ภายในตึกนี้ลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป ผสมผสานกับแบบไทย ประตู หน้าต่าง ประดับลวดลายปูนปันที่ซุ้มเรือนแก้วและฐานเท้าสิงห์แบบไทย สมเด็จพระเพทราชา ทรงประกาศยึ ดอำนา จ จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ ตึกนี้เมื่อปี พ.ศ. 2231

5. โรงช้างหลวง เป็นที่อยู่ของช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและเจ้านาย สำหรับใช้ในราชการเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ และที่พักของควาญช้างและผู้ดูแลช้าง ซึ่งหมุนเวียนกันเข้ามาดูแลช้างเผือกลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป ประตู หน้าต่าง เป็นรูปโค้งแหลม

เขตพระราชฐานชั้นกลาง มีสิ่งก่อสร้าง 2 หลัง ได้แก่

1. พระที่นั่งจันทรพิ ศ าล เป็นที่ประทับออกว่าราชการแผ่นดินและประชุม อง ค มนตรี ลักษณะเป็นอาคารทรงตึก หลังคา ประตูและหน้าต่างเป็นศิลปะแบบไทยแท้ ด้านหน้าพระที่นั่ง มีมุขเด็จยื่นออกมา สำหรับเสด็จออกให้ข้าราชการเข้าเฝ้า ได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันจัดแสดงเป็นห้องเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช


2. พระที่นั่งดุสิตสวร รค์ธัญญมหาปราสาท เป็นที่เสด็จออกต้อนรับคณะราชทูตต่างประเทศ ลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป ผสมผสานกับแบบไทย ด้านหน้าเป็นท้องพระโรง ผนังภายในเดิมประดับด้วยกระจกเงาจากประเทศฝรั่งเศส ตามมุมประดับด้วยทองลูกบวบ ดูโอ่อ่าวิจิตรตระการตา ด้านหลังเป็นอาคารทรงสูง

สันนิษฐานว่า หลังคาเป็นทรงมณฑปยอดแหลม เรียกว่า “มหาปราสาท” ตรงกลางมีสีหบัญชรที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เสด็จออกรับคณะราชทูต ประตู หน้าต่าง เป็นรูปโค้งแหลม ประดับลวดลายปูนปั้นที่ซุ้มเรือนแก้ว และฐานเท้าสิงห์แบบไทย

เขตพระราชฐานชั้นใน มีสิ่งก่อสร้าง 1 หลัง ได้แก่

พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลักษณะเป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง มีน้ำพุ สระน้ำ ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาจำลอง ต้นไม้และดอกไม้ส่งกลิ่นหอม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จสวรร คต ณ พระที่นั่งองค์นี้